
หนู (Rat)
หนูเป็นศัตรูที่สำคัญของมนุษย์ หนูทำลายพืชผลและพยายามจะเข้ามาอยู่ร่วมในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และนำความเสียหายนานาประการแก่เศรษฐกิจของมนุษย์เป็นจำนวนมหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม ความเสียหายทางตรงที่เด่นชัด คือ การกัดแทะกินพืชผลที่มนุษย์ปลูกตั้งแต่ในไร่นาตลอดจนทำให้เกิดการปนเปื้อนในที่เก็บรักษา ในระหว่าง การขนส่งและการแปรรูปผลิตผล จนกระทั่งอยู่ในมือผู้ผลิต นอกจากพืชผลทางการเกษตรแล้ว อาหารสัตว์และผลผลิตจากสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคและบริโภคของมนุษย์ ก็ถูกหนูทำลายเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ หนูยังเป็นสัตว์พาหะสำคัญที่นำโรคหลายชนิดสู่คนและสัตว์เลี้ยง เช่น โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis) โรคไข้หนู (Murine Thyphus, Scrub Thyphus) กาฬโรค (Plaque) โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ส่วนความเสียหายทางอ้อม มักเกิดจากการกัดแทะเพื่อลับฟันของหนู เช่น ของใช้ต่างๆ สายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งวัสดุสิ่งก่อสร้าง ต่างๆภายในอาคาร ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในกรณีที่หนูกัดสายไฟ นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์อีกด้วย รวมทั้งการขุดรูอาศัยอยู่ใต้อาคาร ตามคันดิน คันคลอง หรือในท่อระบายน้ำเสีย ทำให้พื้นอาคารทรุด ตลิ่งทรุด เกิดการอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล นอกจากนี้ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่ปลอดภัยนั้นจะต้องคำนึงถึงการผลิตทุกขั้นตอนและในแต่ละขั้นตอนนั้นจะต้องมีหลักปฏิบัติและการควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงการผลิตที่ได้มาตรฐานถูกสุขอนามัยทุกกระบวนการ จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันและกำจัดหนูอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากของเสียจากหนู หรือซากหนูในสายการผลิตซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคติดต่อจากหนูสู่คนได้
ชีววิทยาและนิเวศวิทยาของหนู
หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก รูปร่างทรงกระบอก มี 4 เท้า เท้าหน้ามี 4 นิ้ว ทำหน้าที่คล้ายมือ ส่วนเท้าหลัง มี 5 นิ้วและมีขนาดใหญ่กว่า มีขนปกคลุมตลอดหัวและลำตัว ตาโต ใบหูใหญ่ มีหางยาวเท่ากับหรือยาวกว่าความยาวของลำตัว หนูมีฟันแทะ (Incisors) 2 คู่ ที่งอกยาวได้ตลอดชีวิตจึงต้องมีการกัดแทะทั้งอาหารและสิ่งของอยู่ตลอดเวลา มีประสาทสัมผัสและรับความรู้สึกที่ดีเยี่ยม ปกติหนูเป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน แต่บางครั้งเมื่ออาหารขาดแคลนหรือมีประชากรหนูมากเกิน ก็อาจทำให้หนูบางตัวต้องออกหากินในเวลากลางวัน นอกจากนี้ยังมีประสาทสัมผัสในการรับรสที่ไวมากจนสามารถตรวจหรือรับรสแปลกปลอมที่เป็นพิษในอาหารได้โดยง่าย จึงทำให้หนูเกิดการเข็ดขยาดต่อเหยื่อและจดจำได้นาน 2 – 5 เดือน หนูยังสามารถส่งเสียงและรับฟังเสียงที่มีความถี่สูงถึง 45,000 รอบต่อวินาที (45 Khz) แต่ในทางกลับกันการมองเห็นภาพต่างๆของหนูนั้น ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับสายตามนุษย์ เนื่องจากระบบโครงสร้างในการมองเห็นภาพและการรับแสงของมัน ถูกสร้างขึ้นให้เหมาะต่อการหากินในเวลากลางคืนและภาพที่มองเห็นจะเป็นสีขาวดำเท่านั้น
หนูเป็นสัตว์ที่มีลูกดก เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้เกือบตลอดทั้งปี โดยปีหนึ่งๆหนูจะออกลูกได้หลายครอก ซึ่งมีผู้คำนวนว่าในเวลา 1 ปี หนู 1 คู่ สามารถขยายพันธุ์รวมกันได้มากกว่า 1,000 ตัว
ปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของหนู
• อาหารและแหล่งน้ำ
• แหล่งที่อยู่อาศัย
• ศัตรูทางธรรมชาติ
• ความหนาแน่นของประชากร
• ระยะทางออกหากิน
อัตราการเจริญเติบตัวของหนูบ้าน

หนูที่เกิดใหม่ตัวเป็นสีแดงไม่มีขวนส่วนตาและใบหูพับปิดสนิท ขนเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 2-4 วัน มีขนขึ้นเต็มตัวและหูได้ยินเสียงเมื่ออายุ 8-12 วัน ตาเปิดเมื่ออายุ 14-17 ลูกหนู 3 สัปดาห์เริ่มหย่านม และกินอกหารแข็งเมื่ออายุ 1 เดือน อายุ 2-3 เดือน หนูจะโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธ์ได้และอออกจากรัง
นิเวศวิทยาของหนู
ลักษณะที่สำคัญ อุปนิสัย แหล่งอาศัยและความสามารถของหนู
หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมีความหลากหลายในการหาอาหารและอยู่ได้ในบริเวณ อาร์กติก ทุนดรา เขตร้อนชื้น ทะเลทราย ภูเขาทราย
มีฟันแทะ 2 คู่ ที่กรามบน และล่าง ตำแหน่งละคู่ เคลือบฟันของหนูมีความแข็งของโมห์ส (Mohs scale) เท่ากับ 5 ซึ่งแข็งกว่าเหล็ก 0.5 (เหล็กอยู่ที่ 4.5 )
เป็นสัตว์ที่ประสารสัมผัสดีเยี่ยม ในเวลากลางคือ ที่หนูหาอาหารจะใช้หนวด ซึ่งหนวดมีประสารทสัมผัสที่ไวมาก
หนูสามารถรับส่งเสียงและรับฟังเสียงที่มีความถี่สูงถึง 45 กิโลเฮริท์ซ หรือ อัลตราซาว์ในการสื่อสารและรับรู้อันตราย
การมองภาพของหนูไม่ดีนักเมื่อเทียบกับมนุษย์
เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำและดำน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะจมูกหนูมีลักษณะงองุ้มและมีแผ่นเยี่อตาปิดตา ขณะดำน้ำ
หนูกระโดดได้สูงถึง 0.5 เมตร ไกลถึง 1.2 เมตร จากพื้นราบ
หนูมีหางยาวเพื่อใช้ทรงตัวและบังคับทิศทาง จึงปีนป่ายในแนวดิ่งได้ดี

หนูนอรเว (Rattus Norvegicus)
บางที่เรียก หนูขยะ หนูท่อ หนูสีน้ำตาล หนูชนิดนี้เป็นหนูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน ตระกูล มีน้ำหนักตัว 300-350 กรัม บางตัวอาจมีน้ำหนักถึง 400 กรัม ขนาดลำตัวและหัวยาวประมาณ 180-250 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 150-220 มิลลิเมตร ตีนหลังยาวประมาณ 35 – 40 มิลลิเมตร หูยาวประมาณ 17-23 มิลลิเมตร
ลักษณะรูปร่าง
ลักษณะขนหยาบมีสีน้ำตาลปนเทา ห้องสีเทา ส่วนจมูกทู่ ใบหูเล็ก ตาเล็ก หางสั้นมี 2 สี ด้านบนสีดำ ด้านล่างสีจาง มีเกล็ดหยาบๆ ที่หาง และด้านบนของตีนหลังมีสีขาว มีเต้านมรวม 6 คู่ อยู่ที่อก 3 คู่ ท้อง 3 คู่
ถิ่นที่อยู่อาศัย
มักอยู่ตามรู ตามท่อระบายน้ำโสโครก ท่อน้ำ ใต้ถุนตึกหรือบ้านเรือน บริเวณลำคลอง กองขยะมูลฝอย ไม่ชอบขึ้นที่สูง กินอาหารบูดเน่า พวกแป้ง ผัก เนื้อ และปลา การแพร่พันธุ์ ออกลูกปีละ 4 – 7 ครอก ลูกหนึ่งครอกมีจำนวน 8 –12 ตัว ระยะทางการหากิน 250 – 300 ฟุต ลักษณะมูล หนู มีขนาดใหญ่คล้ายแคปซูลยาวประมาณ 12 - 15 มิลลิเมตร

หนูท้องขาว (Rattus Rattus)
บางครั้งเรียก หนูหลังคา (roof rat) เป็นหนูตระกูล Rattus ที่มีขนาดใหญ่ปานกลางรูปร่างเพรียว มีน้ำหนักตัว 90-250 กรัม บางตัวอาจมีน้ำหนัก 360 กรัม ขนาดลำตัวและหัวยาวประมาณ 182 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 188 มิลลิเมตร ตีนหลังยาวประมาณ 33 มิลลิเมตร ความยาวใบหูประมาณ 23 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 5-6 คู่ อยู่ที่อก 2 คู่ที่ท้อง 3 คู่
ลักษณะรูปร่าง
ขนด้านหลังมีสีน้ำตาล (ฐานขนสีเทาปลายสีน้ำตาล) ไม่มีขนคล้ายหนาม (spine) ขนส่วนท้องมีสีขาวปนเทาหรือเหลืองครีม จมูกแหลม ตาโปน มีขนาดหูใหญ่ หางมีสีดำและมีเกล็ดละเอียดตลอดหาง ความยาวของหางมากกว่าความยาวของลำตัว
ถิ่นที่อยู่อาศัย
ชอบอาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือน หลังคาบ้าน บริเวณกันสาดใต้หลังคา ถ้าบริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ใกล้เคียงอาจพบหนูท้องขาวและรังอยู่บนต้นไม้นั้นด้วย มีความสามารถในการปีนป่ายเก่งกินอาหารทุกชนิด อาหารที่ชอบมากคือ เมล็ดพืช เช่น ข้าวเปลือก ถั่วข้าวโพด การแพร่พันธุ์ ออกลูกปีละ 4 - 6 ครอก ลูกหนึ่งครอกมีจำนวน 6 - 8 ตัว ระยะทางหากิน 100 - 150 ฟุต ลักษณะมูล เป็นรูปกระสวย ปลายแหลม ขนาดความยาวประมาณ 10 - 12 มิลลิเมตร

หนูจี๊ด (Rattus Exulans)
เป็นตระกูลของ Rattus ที่มีขนาดเล็ก แต่ตัวโตกว่าหนูหริ่ง น้ำหนักตัวประมาณ 36 กรัม ขนาดลำตัวและหัวยาวประมาณ 115 มิลลิเมตร หางยาวประมาณ 128 มิลลิเมตร ตีนหลังยาวประมาณ 23 มิลลิเมตร ความยาวหูประมาณ 16 มิลลิเมตร มีเต้านมรวม 4 คู่ อยู่ที่หน้าอก 2 คู่ ที่ท้อง 2 คู่
ลักษณะรูปร่าง
รูปร่างเพรียว จมูกแหลม ตาโต หูใหญ่ ขนด้านหลังสีน้ำตาลมีลักษณะอ่อนนุ่ม มีขนแข็ง (spine) ขึ้นแซมบ้างเล็กน้อย ขนด้านท้องสีเทา ผิวหางเรียบไม่มีเกล็ดมีสีดำตลอด
ถิ่นที่อยู่อาศัย
ตามบ้านเรือน ชอบที่สูงตามซอกมุมที่ลับตาอาคาร บนเพดาน และมีความสามารถในการปีนป่ายเก่งเหมือนหนูท้องขาว การแพร่พันธุ์ ตัวเมียออกลูกครั้งละ 8 – 12 ตัว ระยะทางหากิน 20 – 50 ฟุต เวลาออกหากินกลางคืนจะส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ ให้ได้ยิน

หนูหริ่ง (Mus Musculus)
หนูหริ่งบ้าน หรือ หนูไมซ์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ในอันดับสัตว์ฟันแทะ (Rodentia) ในวงศ์หนู (Muridae)
ลักษณะรูปร่าง
จมูกแหลม ขนด้านหลังสีเทาบางทีมีสีน้ำตาลปน มีลักษณะอ่อนนุ่ม ขนด้านท้องสีขาว ส่วนหางมี 2 สีด้านบนสีดำ ส่วนด้านล่างสีจางกว่า ถิ่นที่อยู่อาศัย ตามบ้านเรือน มักชอบหลบซ่อนตัวอยู่ตามตู้ โต๊ะ ที่เก็บของ ตามช่อง ฝาผนัง ตามครัว กินอาหารได้ทุกชนิด แต่ชอบพวกเมล็ดพืช
การแพร่พันธุ์
ออกลูกปีละประมาณ 8 ครอก ลูกหนึ่งครอกมีจำนวน 5 - 6 ตัว ระยะทางการหากิน 10 – 30 ฟุต ลักษณะมูลหนู ขนาดเล็กกลมยาวปลายแหลมมีขนปน
