
ปลวก (Termite)
ปลวก แมลงที่ว่าร้ายนัก ในประเทศไทยปลวกเป็นแมลงที่นับว้าเป็นศัตรูสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเกษตร ป่าไม้ เช่น การทำลายต้นไม้ ที่ยังไม่ได้โค่นและโค่นแล้ว ทำความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนสิ่งก่อสร้าง เครื่องเรือน วัสดุต่าง ๆ ที่ทำด้วยไม้และฝ้าย เป็นต้น จากผลการสำรวจความเสียหายดังกล่าวข้างต้น ประมาณได้ว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาทต่อปี นับว่าปลวกเป็นแมลงที่ทำลายเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง จึงควรทำความรู้จักถึงชนิดและความเป็นอยู่ของปลวกเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการป้องกันกำจัดต่อไป
ลวกเป็นแมลงที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า เทอร์ไมต์ หรือบางทีเรียกว่ามดสีขาว ( White ant ) จัดเป็นแมลงในอันดับไอสอปเทอรา ในอันดับนี้มีปลวกวงศ์ใหญ่อยู่ 3 วงศ์ คือ วงศ์ Kalotermitidae วงศ์ Termitidae และวงศ์ Rhinotermitidae ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ในโลกใบนี้เราพบปลวกประมาณ 2000 ชนิด เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประมาณ 270 ชนิด พบในประเทศไทย ประมาณ 90 ชนิด ปลวกที่มีความนสำคัญทางเศรษฐกิจในประเทศมีเพียง 11 ชนิดสำหรับพวกที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบของอาคารบ้านเรือนที่ทำด้วยวัสดุไม้คือ



1. ปลวกไม้แห้ง ( Drywood termites ) เป็นปลวกที่สามารถดำรงชีวิตได้ในเนื้อไม้ที่แห้งสนิท เมื่อปลวกกัดกินเนื้อไม้จะทิ้งมูลมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดฝิ่นออกจากรูที่มีขนาดเล็ก ในประเทศไทยพบชนิดสำคัญ 2 ชนิด คือ Cyptotermesthailandis และ Cyptotermesdomesticus ซึ่งทำลายวัสดุที่ทำด้วยไม้ในอาคารบ้านเรือน


2. ปลวกใต้ดิน ( subterranean termites ) เป็นปลวกที่อาศัยอยู่ใต้ดินเกือบตลอดอายุของมันและนับ เป็นประเภทที่เป็นภัยร้ายแรงต่ออาคารและสิ่งก่อสร้างเพราะความเสียหายที่เกิดจากปลวกพวกนี้มีถึง 95% ชนิดที่สำคัญ 2 ชนิดคือ Coptotermes gestroi และ Globitermes sulphuteus ปลวกจะขึ้นมาหาอาหารโดยการทำท่อทางเดินหรืออุโมงค์ด้วยดินเพื่อใช้เป็นทางเดินไปยังแหล่งอาหาร เช่น ตามผิวไม้ คอนกรีต สิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ตามรอยแตกหรือช่องระหว่างพื้นบ้าน กับพื้นดิน ถ้าระยะไม่ห่างเกินไปปลวกจะสร้างท่อทางเดินข้ามไปได้ในเนื้อไม้ที่ปลวกใต้ดินเจาะทำลายภายในแล้วจะเหลือส่วนนอกไว้เป็นแผ่นบาง ๆ ตอนในที่กลวงมันจะใช้ดินอุดตามช่องว่างไว้ไม่ให้ผิวไม้ยุบปลวกอาศัยอยู่รวมกันเป็นสังคมในแต่ละสังคมแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ตามรูปร่างและหน้าที่การทำงาน คือ ปลวกแม่รังและพ่อรัง (ปลวกราชินี-ราชา หรือปลวกตัวเมียและตัวผู้) ปลวกทหารและปลวกกรรมกร

ปลวกตัวเมียและปลวกตัวผู้
ปลวกตัวเมียและตัวผู้ คือปลวกที่มีปีกบินได้เราเรียกว่า แมลงเม่าซึ่งจะออกมาบินเล่นไฟในช่วงก่อนฝนตก มีหน้าที่กระจายพันธุ์และจัดตั้งสังคมหรือรังใหม่ เมื่อแมลงเม่าผสมพันธุ์กันและสลัดปีกหลุดจะมุดตัวลงในดินเพื่อวางไข่และสร้างรังต่อไป ปลวกตัวเมียจะพัฒนาด้วยตัวเองเป็นปลวกแม่รัง ทำหน้าที่ผสมพันธุ์และวางไข่เพียงอย่างเดียว ปลวกคู่แรกที่ทำหน้าที่เป็นราชินีและราชาของรัง บางตัวมีอายุได้นานเกือบ 25 ปี และวางไข่ได้มากถึงวันละ 30000 ฟอง ความสามารถในการวางไข่จะขึ้นอยู่กับจำนวนปลวกกรรมกร
ในขณะที่ไข่เจริญเป็นตัวอ่อน และตัวแก่ภายในระยะ 30-50 วันนั้นปลวกราชินีจะเป็นตัวควบคุมตัวอ่อนให้พัฒนาบทบาทเป็นแบบต่าง ๆ คือเป็นตัวผู้-ตัวเมีย เป็นปลวกกรรมกร หรือ ปลวกทหาร

ปลวกกรรมกรมีปริมาณมากที่สุดกว่า 90% ในจำนวนประชากรปลวกใน 1 รังปลวก ลักษณะไม่มีปีก ส่วนปวกมีขากรรไกรแบบฟังเลื่อยเหมาะสำหรับตัดไม้ เจาะไม้ สิ่งก่อสร้าง ต่าง ๆ มีหน้าที่ซ่อมแซมรังหาอาหารเลี้ยงดูปลวกอื่น ๆ ปลวกกรรมกรเป็นหมัน ผสมพันธุ์และสืบพันธุ์ไม่ได้
ปลวกทหาร ซึ่งมีจำนวนน้อยมากสังเกตเห็น ลักษณะที่แตกต่างจากปลวกกรรมกร คือ มีหัวโตผิดปกติ ไม่มีตาที่มองเห็นได้ ส่วนของปากมีขากรรไกร ขนาดใหญ่รูปลักษณะคล้ายคีมหรือดาบ เหมาะสำหรับใช้ในการต่อสู้แต่ไม่สามารถใช้ตัดหรือเจาะได้ จึงมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อป้องกันอันตรายให้ปลวกภายในรัง โดยเฉพาะศัตรู สำคัญ คือมด เมื่อศัตรูทำลายทางเดินหรือรัง มันจะเอาส่วนหัวที่โตอุดช่องโหว่หรือขับไล่ศัตรู จนกว่าปลวกกรรมกรจะทำการซ่อมแซมรังเรียบร้อย
ปลวกทหารบางชนิดสามารถกลั่นของเหลวที่มีพิษเป็นกรดเหนียว ๆ ออกจากส่วนหัวของมัน เมื่อมดมาถูกจะเหนียวติดและหมดกำลัง นอกจากนี้กรดที่ปลวกทหารกลั่นออกมายังใช้ในการเจาะโลหะและหินได้ดีอีกด้วย จึงเห็นได้ว่า ปลวกจะแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจนในลักษณะแมลงสังคมชนิดหนึ่ง



ปลวกมีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ปลวกตัวผู้และตัวเมียในรังที่มีอายุ 3 ปี จะกระจายพันธุ์ไปนอกรังเพื่อจัดตั้งรังใหม่ ปีละ 1-2 ครั้ง ระหว่างต้นฤดูฝนหลังฝนตกใหม่ ๆ โดยบินจากรังเก่าในลักษณะแมลงเม่า ผสมพันธุ์แล้วสลัดปีกมุดลงดินเพื่อสร้างรังใหม่วนเวียงกันเช่นนี้ ดังนั้นปลวกจึงมีจำนวนมากมายและเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะกำจัดหมดไปได้โดยง่าย วิธีการที่ทำได้คือการป้องกันไม่ให้ปลวกก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่าง ๆ เท่านั้น
อาหารหลักของปลวก คือ เซลลูโลส ที่ได้จากเนื้อไม้การกัดทำลายสิ่งของที่มี เซลลูโลสเป็นส่วนประกอบก็เพื่อนำมาใช้เป็นอาหาร และที่อยู่อาศัยนอกจากนี้ซากปลวกหรือวัตถุเหลว ๆ ตามตัวปลวกยังใช้กินเป็นอาหารได้ นิสัยของปลวกใช้การสื่อสารโดยสัมผัสกันตลอดเวลา จึงเป็นช่องทางหนึ่งในการกำจัดปลวก หากปลวกได้สัมผัสสารพิษที่ใช้กำจัด จะถ่ายทอดสารพิษติดต่อถึงกันโดยง่ายและจะทำให้ปลวกตายทั้งหมดได้